Blog, Insight Hub

Zero Trust Security คืออะไร เมื่อการอยู่ “ในองค์กร” ไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้อีกต่อไป

Zero Trust Security Architecture ครอบคลุม Identity Endpoint Network Application Cloud Data AI Agent และ IoT Security

Zero Trust Security คืออะไร? เมื่อการอยู่ “ในองค์กร” ไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้อีกต่อไป

ในอดีต การรักษาความปลอดภัยขององค์กรเปรียบเสมือนการสร้างกำแพงรอบเมือง

ระบบภายในบริษัทคือพื้นที่ที่เชื่อถือได้ ส่วน Internet คือพื้นที่ภายนอกที่ต้องระวัง

ถ้าผู้ใช้อยู่ในสำนักงาน เชื่อมต่อ LAN ของบริษัท หรือผ่าน Firewall เข้ามาได้สำเร็จ
ระบบจำนวนมากก็พร้อมจะเชื่อถือผู้ใช้นั้นในระดับหนึ่ง

แต่โลกการทำงานวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว

พนักงานทำงานจากบ้านและโทรศัพท์มือถือ ระบบกระจายอยู่ทั้ง On-premises และ
Multi-cloud ข้อมูลอยู่ใน SaaS Application มี API เชื่อมระบบจำนวนมาก และล่าสุด AI
Agent สามารถเข้าถึง Email, Files, Database และ Business Applications
เพื่อทำงานแทนมนุษย์ได้

คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียง

“คุณอยู่ใน Network ของเราหรือไม่?”

แต่ต้องถามว่า

“คุณคือใคร? ใช้อุปกรณ์อะไร? กำลังขอเข้าถึงอะไร? มีสิทธิ์หรือไม่?
บริบทและความเสี่ยงขณะนี้เป็นอย่างไร? และควรอนุญาตให้ทำสิ่งนั้นจริงหรือไม่?”

นี่คือแนวคิดของ Zero Trust Security

NIST SP 800-207 อธิบายว่า Zero Trust เปลี่ยนจุดสนใจจากการป้องกัน Network
Perimeter ไปสู่การปกป้อง Users, Assets และ Resources
โดยไม่มีการให้ความเชื่อถือโดยปริยายเพียงเพราะ User หรือ Asset อยู่ภายใน Network
ขององค์กรหรือเป็นทรัพย์สินขององค์กร


Zero Trust คืออะไร?

Zero Trust คือแนวคิดด้าน Cybersecurity ที่ตั้งอยู่บนหลักว่า การเข้าถึง Resource
ไม่ควรได้รับความเชื่อถือโดยอัตโนมัติจากตำแหน่ง Network หรือสถานะว่าเป็น “คนในองค์กร”

ทุก Access Request ต้องได้รับการประเมินตาม Identity, Device, Resource,
Permission, Context และ Policy ที่เกี่ยวข้อง

ประโยคที่นิยมใช้สรุปแนวคิด Zero Trust คือ

Never Trust, Always Verify

แต่ในทางปฏิบัติ Zero Trust ไม่ได้หมายความว่าองค์กร “ไม่เชื่อใครเลย”

ความหมายที่แม่นยำกว่าคือ

ไม่ให้ Implicit Trust และให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็นต่อ Request นั้น

NIST เน้นการตัดสินใจเข้าถึงแบบ Least Privilege ต่อ Request และระบุว่า Trust
ต้องได้รับการประเมินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ตรวจครั้งเดียวตอน Login แล้วเชื่อถือไปตลอด
Session


ทำไม Security แบบ “ข้างในปลอดภัย ข้างนอกอันตราย” ถึงไม่พอ?

ลองนึกภาพบริษัทมี Firewall ที่แข็งแรงมาก

ผู้โจมตีอยู่ข้างนอก จึงถูก Firewall ป้องกันไว้

แต่ถ้าผู้โจมตีสามารถขโมย Username และ Password ของพนักงานได้ หรือยึด Laptop
ของพนักงานผ่าน Malware สำเร็จ แล้ว Login เข้ามาในระบบ

ถ้า Architecture ใช้แนวคิดว่า

“เข้ามาข้างในแล้ว = Trusted”

ผู้โจมตีอาจเคลื่อนที่จากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Lateral Movement

NIST ระบุว่า Perimeter Firewall ยังมีประโยชน์ แต่มีข้อจำกัดในการป้องกัน Threat
ที่อยู่ภายใน Network และไม่สามารถครอบคลุม Remote Worker, Cloud Service และ
Edge Device ได้ทั้งหมด Zero Trust จึงเน้นการลด Implicit Trust Zone
และควบคุมการเข้าถึง Resource อย่างละเอียดขึ้น


Zero Trust ไม่ใช่ Product

นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย

Zero Trust ไม่ใช่ Software ตัวหนึ่งที่ซื้อมา Install แล้วองค์กรจะกลายเป็น Zero Trust
ทันที

ไม่ได้หมายความว่า

ซื้อ Firewall ใหม่ = Zero Trust

หรือ

ติด MFA = Zero Trust

หรือ

ซื้อ SASE = Zero Trust

แต่เป็น Architecture + Policy + Process + Technology

NIST ระบุชัดว่า Zero Trust ไม่ใช่ Architecture แบบเดียวที่ตายตัว
แต่เป็นชุดหลักการสำหรับ Workflow, System Design และ Operations
และการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Zero Trust เป็น Journey ที่ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปตาม
Use Case และ Risk ขององค์กร


หัวใจของ Zero Trust: Identity กลายเป็น Security Perimeter ใหม่

ในโลกเดิม Network เป็น Perimeter

แต่ในโลก Cloud และ Hybrid Work แนวคิดกำลังเปลี่ยนไปสู่ Identity-centric
Security

NIST SP 800-207A อธิบายการเปลี่ยนจาก Security Control ที่อิง IP Address,
Subnet และ Network Perimeter ไปสู่การควบคุมตาม Identity ทั้งของ User,
Application และ Service

Access Context ที่ต้องประเมิน

ก่อนให้สิทธิ์เข้าถึง ระบบจึงอาจพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

Who are you?

What device are you using?

Is the device healthy?

What resource are you requesting?

What permission do you need?

Where is the request coming from?

Is the behavior normal?

How sensitive is the data?

Policy Decision

แล้วจึงตัดสินใจ

Allow / Deny / Step-up Authentication / Restrict / Monitor


1. Identity Security — ต้องรู้ว่า “ใคร” กำลังขอเข้าถึง

Identity เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของ Zero Trust

องค์กรควรมีระบบอย่าง

Identity and Access Management (IAM)

Single Sign-On (SSO)

Multi-Factor Authentication (MFA)

Conditional Access

Privileged Access Management (PAM)

Role/Attribute-based Access Control

แต่การยืนยันตัวตนสำเร็จไม่ได้หมายความว่า User ควรได้รับสิทธิ์ทุกอย่าง

Zero Trust แยก

Authentication — คุณคือใคร?

ออกจาก

Authorization — คุณมีสิทธิ์ทำสิ่งนี้หรือไม่?

อย่างชัดเจน


2. Endpoint Security — เครื่องที่ Login เข้ามาปลอดภัยหรือไม่?

สมมติ Username และ Password ถูกต้อง และ MFA ผ่าน

แต่ Laptop เครื่องนั้นติด Malware

เราควรให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญหรือไม่?

Zero Trust จึงต้องพิจารณา Device Posture ด้วย

ตัวอย่าง Control ได้แก่

EDR/XDR ** Antivirus/Anti-malware** ** Patch Management** **
MDM/UEM** ** Device Compliance** ** Disk Encryption** ** Application
Control** ** DLP**

Flow อาจเป็น

User Verified + Device Compliant + MFA Passed → Access

แต่ถ้า

User Verified + Device Compromised → Block / Isolate / Limited
Access

นี่คือการเปลี่ยนจาก Trust the User ไปสู่ Evaluate the Entire Access
Context


3. Network Security — Network ยังสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

Zero Trust ไม่ได้หมายความว่า Firewall หรือ Network Security ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ตรงกันข้าม Network ยังคงเป็น Defense Layer สำคัญ

แต่เปลี่ยนจากการสร้างกำแพงขนาดใหญ่เพียงชั้นเดียว ไปสู่การควบคุมที่ละเอียดขึ้น เช่น

Network Segmentation ** Microsegmentation** ** IDS/IPS** ** Secure
Web Gateway** ** ZTNA** ** SASE/SSE** ** Encrypted Traffic** ** Network
Detection and Response**

เป้าหมายสำคัญคือ หาก Account หรือ Device หนึ่งถูกยึด ผู้โจมตีไม่ควรสามารถเดินทางไปทั่ว
Network ได้อย่างอิสระ

CISA ระบุว่า ZTA ช่วยให้องค์กรย้ายจาก Perimeter-focused Security ไปสู่การควบคุม
Traffic, Segmentation, Encryption และการเพิ่ม Visibility โดยวาง Security
Control ให้ใกล้ Application, Data และ Resource มากขึ้น


4. Application และ API Security

Application สมัยใหม่ไม่ได้สื่อสารผ่านหน้าเว็บอย่างเดียว

ระบบหนึ่งอาจเรียกอีกระบบผ่าน API หลายร้อยหรือหลายพันครั้งต่อวัน

ดังนั้น Zero Trust ต้องครอบคลุม Machine-to-Machine Communication

Control ที่เกี่ยวข้อง เช่น

Strong Authentication & Authorization ** API Gateway** **
OAuth/OIDC** ** Rate Limiting** ** Input Validation** ** Secret
Management** ** Secure SDLC** ** SAST/DAST** ** Runtime Protection**

NIST SP 800-207A เน้นว่า Application และ Service Identity มีความสำคัญควบคู่กับ
User Identity โดยเฉพาะ Cloud-native และ Multi-cloud Architecture

นี่ทำให้ Zero Trust ไม่ได้ถามเพียง

“User คนนี้คือใคร?”

แต่ถามด้วยว่า

“Service ที่กำลังเรียก API นี้คืออะไร และควรได้รับสิทธิ์หรือไม่?”


5. Cloud Security — Cloud ไม่ได้ปลอดภัยเพียงเพราะเป็น Cloud

องค์กรจำนวนมากใช้

AWS + Azure + Google Cloud + SaaS + On-premises

พร้อมกัน

Security Boundary จึงกระจายไปหลาย Platform

Zero Trust สำหรับ Cloud ต้องพิจารณาเรื่อง

Cloud IAM ** Workload Identity** ** CASB** ** CSPM/CNAPP** **
Secrets Management** ** Encryption** ** Cloud DLP** ** Security
Posture** ** Continuous Monitoring**

หลักสำคัญยังเหมือนเดิม:

Identity → Context → Policy → Minimum Access

NIST ระบุว่า Zero Trust Architecture สามารถรองรับ Resource ที่กระจายทั้ง
On-premises และ Multi-cloud รวมถึง Hybrid Workforce ที่เข้าถึง Resource
จากสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้


6. Data Security — สิ่งที่เราปกป้องจริง ๆ คือข้อมูล

ท้ายที่สุด Firewall, IAM, EDR และ DLP ล้วนมีเป้าหมายเพื่อปกป้อง Business
Resources และ Data

องค์กรจึงต้องรู้ก่อนว่า

เรามีข้อมูลอะไร?

อยู่ที่ไหน?

ใครเป็นเจ้าของ?

ใครควรเข้าถึง?

Sensitive แค่ไหน?

จากนั้นจึงใช้

Data Classification ** Encryption** ** DLP** ** Access Control** **
Data Masking** ** Tokenization** ** Backup & Recovery** ** Data
Minimization** ** Audit Logging**

Zero Trust ที่ไม่มี Data Classification จะทำได้ยาก เพราะระบบไม่รู้ว่า Resource
ใดควรได้รับการป้องกันระดับใด


7. IoT และ OT Security

Zero Trust ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะ Laptop และ Server

โรงพยาบาล โรงงาน Smart Building และ Critical Infrastructure
มีอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น

Medical Device ** Sensor** ** Camera** ** Industrial Controller** **
Smart Building System** ** IoT Gateway**

อุปกรณ์บางประเภทไม่สามารถติดตั้ง EDR หรือใช้ MFA แบบมนุษย์ได้

จึงต้องอาศัย

Device Identity ** Network Segmentation** ** Asset Discovery** **
Secure Firmware** ** Vulnerability Management** ** Anomaly Detection**
** Lifecycle Management**

หลักสำคัญยังคงเป็นว่า อุปกรณ์ไม่ควรได้รับ Trust เพียงเพราะเสียบอยู่ใน Network
ภายใน


8. Zero Trust สำหรับ AI และ AI Agent

นี่คือมิติที่องค์กรในปี 2026 ต้องเริ่มเพิ่มเข้ามา

AI กำลังเปลี่ยนจาก

Chatbot → Copilot → AI Agent

Chatbot อาจเพียงตอบคำถาม

แต่ AI Agent สามารถ

อ่าน Email ** ค้น Files** ** เข้าถึง Database** ** เรียก API** ** เชื่อม
MCP Server** ** แก้ไข Document** ** ส่ง Message** ** Execute Workflow**

ดังนั้น Agent กำลังกลายเป็น Non-human Identity อีกรูปแบบหนึ่ง

NIST เปิด Concept Paper ในปี 2026 โดยเฉพาะเรื่อง Software and AI Agent
Identity and Authorization
และชี้ว่าประโยชน์ของ Agentic AI
มาพร้อมความเสี่ยงจากการให้ Agent เข้าถึง Data, Tools และ Applications จึงต้องมี
Identification และ Authorization Control ที่เหมาะสม


AI Agent ไม่ควรได้รับสิทธิ์เพียงเพราะ “เราเป็นคนเปิดมัน”

สมมติ CEO มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลบริษัทจำนวนมาก

ไม่ได้หมายความว่า AI Agent ที่ CEO เปิดใช้งานควรได้รับสิทธิ์ทั้งหมดของ CEO โดยอัตโนมัติ

นี่เป็นหลักคิดสำคัญมาก

Human Permission ≠ Agent Permission

ควรแยก Identity เป็น

Human Identity

Device Identity

Application Identity

Service Identity

และ

AI Agent Identity

จากนั้นกำหนด Scope ของ Agent แยกออกมา

เช่น Agent สำหรับสรุป Email อาจต้องการเพียง

Read Email

ไม่จำเป็นต้องมี

Send Email + Delete Email + Read Drive + Modify CRM


Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยง Prompt Injection ได้อย่างไร?

Prompt Injection อาจพยายามหลอก Agent ให้เปลี่ยนพฤติกรรม

ตัวอย่างเช่น

Attacker → Malicious Email → AI Agent Reads Email → Prompt Injection →
Agent Attempts Tool Call

Zero Trust ไม่ได้รับประกันว่าจะตรวจจับ Prompt Injection ได้ทั้งหมด

แต่สามารถช่วยจำกัด Blast Radius

ถ้า Agent มีเฉพาะ Read Permission คำสั่งอันตรายที่พยายามให้ Agent
ลบหรือส่งข้อมูลก็ไม่ควรมีสิทธิ์ดำเนินการได้

OWASP เรียกความเสี่ยงจากการให้ AI มี Functionality, Permission หรือ Autonomy
มากเกินไปว่า Excessive Agency และชี้ว่าผลกระทบสามารถครอบคลุม
Confidentiality, Integrity และ Availability

ดังนั้นสำหรับ AI Agent:

Least Privilege ไม่ใช่ Optional Feature

แต่ควรเป็น Default Architecture


Zero Trust กับ Shadow AI

Shadow AI คือการที่พนักงานใช้ AI Application หรือ Agent โดยอยู่นอก Governance
ขององค์กร

Zero Trust ช่วยให้เราถามได้ลึกกว่า

“อนุญาตให้ใช้ AI ตัวนี้หรือไม่?”

เป็น

AI ตัวนี้มี Identity หรือไม่?

ใครเป็นเจ้าของ?

เข้าถึงข้อมูลอะไร?

เรียก Tool อะไรได้?

ส่งข้อมูลออกไปไหนได้?

มี Token หรือ Credential อะไร?

สามารถ Revoke Access ได้หรือไม่?

มี Audit Trail หรือไม่?

จุดนี้ทำให้ Zero Trust, AI Governance และ Shadow AI Management เริ่มมาบรรจบกัน


จาก Zero Trust สู่ “Never Trust Content”

เมื่อ AI เข้ามาใน Architecture เราอาจต้องขยายแนวคิด Zero Trust อีกขั้น

จาก

Never Trust User or Device by Location

ไปสู่

Never Trust Content merely because the AI can read it.

AI Agent อาจอ่าน

Email ** Website** ** PDF** ** Search Result** ** RAG Document** **
API Response** ** MCP Tool Output**

ข้อมูลเหล่านี้ควรถูกมองเป็น Untrusted Content จนกว่าจะผ่าน Control ที่เหมาะสม

เพราะในยุค Prompt Injection ข้อมูลที่ AI อ่านอาจมีข้อความที่พยายามทำตัวเป็น
Instruction

ดังนั้น

Data ≠ Instruction

และ

Instruction ≠ Authority


Zero Trust Architecture สำหรับ Agentic Enterprise

8-Layer Architecture

สำหรับองค์กรที่กำลังเข้าสู่ Agentic AI ผมเสนอให้มอง Architecture เป็น 8 Layer:

Identity → Endpoint → Network → Application/API → Cloud → Data → AI &
Agent → IoT/OT

Control Plane

โดยมี Control Plane ครอบทุก Layer ได้แก่

Policy + Telemetry + Threat Intelligence + Continuous Monitoring +
Governance

AI & Agent Security Controls

สำหรับ AI & Agent Layer ควรเพิ่ม Control เฉพาะ เช่น

Agent Identity ** Tool Allowlist** ** Least Privilege** ** Prompt
Injection Defense** ** RAG Security** ** MCP Security** ** DLP** **
Human Approval** ** Agent Activity Logging** ** Kill Switch**

เป้าหมายคือไม่ใช่ทำให้ AI “ทำอะไรไม่ได้”

แต่ทำให้ AI

ทำเฉพาะสิ่งที่ควรทำ กับข้อมูลที่ควรใช้ ภายใต้สิทธิ์ที่เหมาะสม
และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้


Zero Trust Decision Flow ควรเป็นอย่างไร?

แทนที่จะคิดแบบเดิมว่า

Login Success → Access Granted

Zero Trust Access Model

Zero Trust ควรคิดประมาณนี้

Identity → Device → Context → Resource → Data Sensitivity → Risk →
Policy → Decision → Monitor

ตัวอย่างเช่น

พนักงาน Login สำเร็จด้วย MFA

แต่ใช้ Laptop ที่ EDR แจ้งว่ามีพฤติกรรมผิดปกติ

กำลังพยายาม Download Customer Database จำนวนมาก

จาก Location ที่ไม่เคยใช้งาน

เวลา 03:00 น.

ระบบไม่ควรคิดเพียงว่า

“Password ถูก + MFA ผ่าน = Allow”

แต่ควรสามารถ

Deny

หรือ

Step-up Authentication

หรือ

Restrict Download

หรือ

Trigger Security Investigation

ตาม Risk Context

Continuous Verification

นี่คือแนวคิด Continuous Verification


Least Privilege: ให้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ให้เผื่อไว้

Least Privilege Principle

หลักสำคัญของ Zero Trust คือ Least Privilege

NIST ระบุว่า Resource ควรถูกจำกัดให้เฉพาะ Subject ที่จำเป็นต้องเข้าถึง
และควรให้สิทธิ์ขั้นต่ำ เช่น Read, Write หรือ Delete เท่าที่จำเป็นต่อภารกิจ

ถ้าพนักงานต้องอ่าน Report

ให้ Read

ไม่จำเป็นต้องให้ Delete

ถ้า Application ต้อง Query Database

ไม่จำเป็นต้องให้ Database Admin

ถ้า AI Agent ต้องสรุปเอกสาร

ไม่จำเป็นต้องให้ Modify + Delete + Share externally

หลักนี้ช่วยลดผลกระทบแม้ Account, Device, Application หรือ AI Agent ถูก
Compromise


Assume Breach — ออกแบบโดยสมมติว่าผู้โจมตีอาจเข้ามาแล้ว

อีก Mental Model ที่มีประโยชน์คือ Assume Breach

ไม่ได้หมายความว่าองค์กรต้องคิดว่าตัวเองถูก Hack อยู่ตลอดเวลา

แต่หมายถึงการออกแบบ Security โดยถามว่า

“ถ้า Control ชั้นแรกพลาด จะเกิดอะไรต่อ?”

ถ้า Password ถูกขโมย?

ถ้า MFA ถูกหลอก?

ถ้า Endpoint ถูก Compromise?

ถ้า API Key หลุด?

ถ้า AI ถูก Prompt Injection?

ถ้า Third-party SaaS ถูกเจาะ?

ระบบควรมี Control ชั้นต่อไปที่จำกัดการเคลื่อนที่และผลกระทบ

Defense in Depth

นี่คือ Defense in Depth ภายใต้ Zero Trust Architecture


Zero Trust ไม่ได้ทำให้องค์กรปลอดภัย 100%

Zero Trust ไม่ใช่คำสัญญาว่าองค์กรจะไม่ถูกโจมตี

และไม่ควรถูกใช้เป็น Marketing Label ว่า

“เราใช้ Zero Trust แล้ว จึงปลอดภัย”

Zero Trust มีเป้าหมายที่เป็นจริงมากกว่า คือ

ลด Implicit Trust

ลด Attack Surface

ลด Excessive Privilege

จำกัด Lateral Movement

เพิ่ม Visibility

ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติเร็วขึ้น

และ

ลด Blast Radius เมื่อเกิด Incident

Security ที่ดีจึงไม่ใช่เพียง

Prevent Breach

แต่รวมถึง

Detect → Contain → Respond → Recover


Zero Trust เริ่มอย่างไรโดยไม่ต้องรื้อระบบทั้งหมด?

องค์กรไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Infrastructure ทั้งหมดในครั้งเดียว

NIST ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านควรเป็นแบบ Incremental และองค์กรจำนวนมากจะอยู่ในสภาพ
Hybrid ระหว่าง Zero Trust กับ Perimeter-based Architecture
ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน

จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมคือเลือก Critical Use Case

เช่น

Privileged Administrator Access

Remote Access

Customer Database

Financial System

Cloud Administration

Source Code Repository

หรือ

AI Agent ที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ

จากนั้นทำ

Asset Inventory → Identity Mapping → Data Classification → Access
Mapping → Risk Assessment → Least Privilege → Monitoring

แล้วค่อยขยายไปยังระบบอื่น


Checklist สำหรับ CEO / CIO / CISO

ผู้บริหารสามารถเริ่มประเมิน Zero Trust Readiness ด้วยคำถาม 10 ข้อ:

1. เรารู้หรือไม่ว่า User, Device, Application, Service และ AI Agent
ใดเข้าถึงระบบสำคัญอยู่?

2. Privileged Account ทั้งหมดใช้ MFA และ PAM หรือไม่?

3. Device ที่ไม่ผ่าน Security Policy ยังเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้หรือไม่?

4. Network ถูก Segment เพื่อลด Lateral Movement หรือยัง?

5. Application และ API ใช้ Identity และ Authorization ที่เหมาะสมหรือไม่?

6. ข้อมูลสำคัญถูก Classification และมี DLP หรือไม่?

7. Cloud และ SaaS อยู่ภายใต้ Identity และ Security Policy เดียวกันหรือไม่?

8. AI Agent มี Identity และ Permission แยกจาก Human User หรือไม่?

9. Security Team สามารถเห็นและ Audit Access/Action สำคัญย้อนหลังได้หรือไม่?

10. หาก Account, Device หรือ AI Agent ถูก Compromise เราสามารถ Revoke
Access และจำกัด Blast Radius ได้เร็วแค่ไหน?

Zero Trust จึงไม่ควรวัดจากคำถามว่า

“เราซื้อ Technology ครบหรือยัง?”

แต่ควรวัดจาก

“เราสามารถตัดสินใจได้แม่นยำเพียงใดว่า ใครควรเข้าถึงอะไร ภายใต้เงื่อนไขใด
และด้วยสิทธิ์เท่าไร?”


บทสรุป: Zero Trust ในยุค AI ไม่ใช่แค่ Never Trust, Always Verify

Zero Trust เกิดขึ้นจากความจริงที่ว่า Network Perimeter ไม่สามารถเป็นเส้นแบ่งระหว่าง
Trusted กับ Untrusted ได้อีกต่อไป

Cloud, SaaS, Remote Work, API, IoT และ AI Agent ทำให้ Security Boundary
กระจายไปทั่ว Digital Enterprise

องค์กรจึงต้องเปลี่ยนจาก

Location-based Trust

ไปสู่

Identity + Context + Policy + Risk-based Access

และเมื่อเข้าสู่ยุค Agentic AI หลักการ Zero Trust ต้องครอบคลุมมากกว่ามนุษย์

เราต้องตรวจสอบ

Human Identity

Device Identity

Application Identity

Service Identity

และ

AI Agent Identity

พร้อมกำหนดว่าแต่ละ Identity

อ่านอะไรได้ เขียนอะไรได้ เรียก Tool อะไรได้ ส่งข้อมูลไปไหนได้
และทำงานโดยอัตโนมัติได้แค่ไหน

ดังนั้น Zero Trust สำหรับองค์กรยุคใหม่อาจสรุปได้ว่า

Never trust implicitly. Verify explicitly. Grant least privilege.
Assume breach. Continuously monitor.

AI Agent Principle

และสำหรับ AI Agent ควรเพิ่มอีกประโยคว่า

Never give an AI more authority than it needs to complete the
task.

เพราะในโลกที่ทั้งมนุษย์ Software และ AI สามารถเป็นผู้ร้องขอ Access ได้

Identity ไม่ได้หมายถึง “คน” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

และนี่คือเหตุผลที่ Zero Trust กำลังกลายจาก Network Security Strategy ไปสู่
Enterprise Security Architecture สำหรับยุค AI


เกี่ยวกับผู้เขียน

อาจารย์ปรเมศร์ เพียรสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) และผู้ก่อตั้ง บริษัท อินเทลลิเจนท์ ดาต้า อนาไลติก จำกัด โดยมุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข่าวกรองที่เชื่อถือได้สำหรับการตัดสินใจของผู้บริหารและองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Poramate Piansakul
Professional Certifications

Transforming Data into Trusted Intelligence for Executive Decision-Making

#ZeroTrust #ZeroTrustSecurity #Cybersecurity #AIAgentSecurity #IDA

แหล่งอ้างอิงหลัก

NIST SP 800-207 — Zero Trust
Architecture

NIST SP 800-207A — Zero Trust for Cloud-Native
Applications

NIST — Implementing a Zero Trust
Architecture

NIST — AI Agent Identity and Authorization,
2026

CISA — Zero Trust Maturity Model
2.0

OWASP — Excessive Agency in LLM
Applications

ที่คุณอาจจะสนใจ

อัพเดตใหม่ล่าสุด

Share this post